ความหมายการจัดการความรู

(Knowledge management - KM)

คลังความรู้น้ำใต้ดิน

คู่มือการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่โครงการ

ขั้นตอนการเจาะบ่อสูบน้ำใต้ดิน

ขั้นตอนการปิด-เปิดเครื่องสูบน้ำ

การบริหารจัดการน้ำใต้ดิน

การวางระบบท่อส่งน้ำและหัวจ่ายน้ำ

การคิดค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำ

 การตรวจสอบผนังบ่อโดยใช้กล้อง VDO  วงจรปิด

การเป่าล้างบ่อสูบน้ำใต้ดิน

ตัวอย่างรายงานข้อมูลเจาะบ่อ D13 (pdf file)

 ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน (pdf file)

ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ (pdf file)

รายงานโครงการติดตามตรวจวัดระดับน้ำใต้ดิน (pdf file)

โครงการศึกษาสำรวจและจัดทำแผนที่น้ำบาดาล (พื้นที่แอ่งน้ำบาดาลเจ้าพระยาตอนบน) จังหวัด อุตรดิตถ์ สุโขทัยและลำปาง (pdf file)

 

 

khothai.com

      

การจัดการความรู (Knowledge management - KM)

               คือ การรวบรวม สราง จัดระเบียบ แลกเปลี่ยน และประยุกตใชความรูในองคกร โดยพัฒนาระบบจากขอมูลไปสูสารสนเทศ เพื่อใหเกิดความรูและปญญาในที่สุด การจัดการความรูประกอบไปดวยชุดของการปฏิบัติงานที่ถูกใชโดยองคกรตางๆ เพื่อที่จะระบุ สราง แสดงและกระจายความรู เพื่อประโยชนในการนําไปใชและการเรียนรูภายในองคกร อันนําไปสูการจัดการสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเปนสิ่งที่จําเปนสําหรับการดําเนินการธุรกิจที่ดี องคกรขนาดใหญโดยสวนมากจะมีการจัดสรรทรัพยากรสําหรับการจัดการองคความรู โดยมักจะเปนสวนหนึ่งของแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศหรือแผนกการจัดการทรัพยากรมนุษย รูปแบบการจัดการองคความรูโดยปกติจะถูกจัดใหเปนไปตามวัตถุประสงคขององคกรและประสงคที่จะไดผลลัพธเฉพาะดาน เชน เพื่อแบงปนภูมิปญญา , เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทํางาน , เพื่อความไดเปรียบทางการแขงขัน หรือเพื่อเพิ่มระดันวัตกรรมใหสูงขึ้น

 

ประเภท ของความรู

                ความรูสามารถแบงออกเปนประเภทใหญๆ ไดสองประเภท คือ ความรูชัดแจง (Explicit Knowledge)และความรูแฝงเรน หรือความรูแบบฝงลึก (Tacit Knowledge) ความรูชัดแจงคือ ความรูที่เขียนอธิบายออกมาเปนตัวอักษร เชน คูมือปฏิบัติงาน หนังสือ ตํารา เวปไซด Blog ฯลฯ สวนความรูแฝงเรนคือความรูที่ฝงอยูในตัวคน ไมไดถอดออกมาเปนลายลักษณอักษร หรือบางครั้งก็ไมสามารถถอดเปนลายลักษณอักษรได ความรูที่สําคัญสวนใหญ มีลักษณะเปนความรูแฝงเรน อยูในคนทํางาน และผูเชี่ยวชาญในแตละเรื่อง จึงตองอาศัยกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรูใหคนไดพบกัน สรางความไววางใจกัน และถายทอดความรูระหวางกันและกัน

 

ความรูแบบฝงลึก

                ความรูแบบฝงลึก (Tacit Knowledge) เปนความรูที่ไมสามารถอธิบายโดยใชคําพูดได้โดยมีรากฐานมาจากการกระทําและประสบการณ มีลักษณะเปนความเชื่อ ทักษะ และเปนอัตวิสัย (Subjective) ตองการการฝกฝนเพื่อใหเกิดความชํานาญ มีลักษณะเปนเรื่องสวนบุคคล มีบริบทเฉพาะ (Context-specific) ทําใหเปนทางการและสื่อสารยาก เช่น วิจารณญาณ ความลับทางการคา วัฒนธรรมองคกร ทักษะ ความเชี่ยวชาญในเรื่องตางๆ การเรียนรูขององคกร ความสามารถในการชิมรสไวน หรือกระทั่งทักษะในการสังเกตเปลวควันจากปลองโรงงานวามีปญหาในกระบวนการผลิตหรือไม

 

ความรูชัดแจง

                  ความรูชัดแจง (Explicit Knowledge) เปนความรูที่รวบรวมไดงาย จัดระบบและ    ถายโอนโดยใชวิธีการดิจิทัล มีลักษณะเปนวัตถุดิบ (Objective) เปนทฤษฏี สามารถแปลงเปนรหัสในการถายทอดโดยวิธีการที่เปนทางการ ไมจําเปนตองอาศัยการปฏิสัมพันธกับผูอื่นเพื่อถายทอดความรู เชน นโยบายขององคกร กระบวนการทํางาน ซอฟตแวร เอกสาร และกลยุทธ เปาหมายและความสามารถขององคกร ความรูยิ่งมีลักษณะไมชัดแจงมากเทาไร การถ่ายโอนความรูยิ่งกระทําไดยากเทานั้น ดังนั้นบางคนจึงเรียกความรูประเภทนี้วาเปนความรูแบบเหนียว (StickyKnowledge) หรือความรูแบบฝงอยูภายใน (Embedded Knowledge) สวนความรูแบบชัดแจงมีการถายโอนและแบงปนงาย จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งวา ความรูแบบรั่วไหลไดงาย (Leaky Knowledge) ความสัมพันธของความรูทั้งสองประเภทเปนสิ่งที่แยกจากกันไมได ตองอาศัยซึ่งกันและกัน (Mutually Constituted) (Tsoukas , 1996) เนื่องจากความรูแบบฝงลึกเปนสวนประกอบของความรูทั้งหมด (Grant , 1996) และสามารถแปลงใหเปนความรูแบบชัดแจงโดยการ  สื่อสารดวยคําพูด ตามรูปแบบของเซซี (SECI Model) (ของ Nonaka และ Takeuchi) ความรูทั้งแบบแฝงเรนและแบบชัดแจงจะมีการแปรเปลี่ยนถายทอดไปตามกลไกตางๆ เชน การแลกเปลี่ยนเรียนรู การถอดความรู การผสานความรู และการซึมซับความรู การจัดการความรูนั้นมีหลายรูปแบบ มีหลากหลายโมเดล แตที่นาสนใจ คือ การจัดการความรู ที่ทําใหคนเคารพศักดิ์ ศรีของคนอื่น เปนรูปแบบการจัดการความรูที่เชื่อวา ทุกคนมีความรูปฏิบัติในระดับความชํานาญที่ตางกัน เคารพความรูที่อยูในคน  เพราะหากถาเคารพความรูในตําราวิชาการอยางเดียวนั้น ก็เทากับวาเป็นการมองวา คนที่ไมไดเรียนหนังสือ เปนคนที่ไมมีความรู

 

ระดับ ของความรู

หากจําแนกระดับของความรู สามารถแบงออกไดเปน 4 ระดับ คือ

     1. ความรูเชิงทฤษฏี (Know - What) เปนความรูเชิงขอเท็จจริง รูอะไร เปนอะไร จะพบในผูที่สําเร็จการศึกษามาใหมๆ ที่มีความรูโดยเฉพาะความรูที่จํามาไดจากความรูชัดแจงซึ่งไดจากการได เรียนมาก แตเวลาทํางาน ก็จะไมมั่นใจ มักจะปรึกษารุนพี่กอน

     2. ความรูเชิงทฤษฏีและเชิงบริบท (Know - How) เปนความรูเชื่อมโยงกับโลกของความเป็น จริง ภายใตสภาพความเปนจริงที่ซับซอนสามารถนําเอาความรูชัดแจงที่ไดมา ประยุกตใชตามบริบทของตนเองได มักพบในคนที่ทํางานไปหลายๆป จนเกิดความรูฝงลึกที่เปนทักษะหรือประสบการณมากขึ้น

    3. ความรูในระดับที่อธิบายเหตุผล (Know - Why) เปนความรูเชิงเหตุผลระหวางเรื่องราวหรือเหตุการณตางๆ ผลของประสบการณแกปญหาที่ซับซอน และนําประสบการณมาแลกเปลี่ยน เรียนรูกับผูอื่น เปนผูทํางานมาระยะหนึ่งแลวเกิดความรูฝงลึก สามารถอดความรูฝงลึกของตนเองมาแลกเปลี่ยนกับผูอื่นหรือถายทอดใหผูอื่น ไดพรอมทั้งรับเอาความรูจากผูอื่นไปปรับใชในบริบทของตนเองได

     4. ความรูในระดับคุณคา ความเชื่อ (Care - Why) เปนความรูในลักษณะของความคิดริเริ่ม  สรางสรรคที่ขับดันมาจากภายในตนเองจะเปนผูที่สามารถสกัด ประมวล วิเคราะหความรูที่ตนเองมีอยู กับความรูที่ตนเองไดรับมาสรางเปนองคความรูใหมขึ้นมาได เชน สรางตัวแบบหรือทฤษฏีใหมหรือนวัตกรรมขึ้นมาใชในการทํางานได

 

การถายทอดความรู

                    การถายทอดความรู อันเปนสวนประกอบของการจัดการองคความรู ถูกประพฤติปฏิบัติกันมานานแลว ตัวอยางรูปแบบการถายทอดความรู เชน การอภิปรายของเพื่อนรวมงานในระหวางการปฏิบัติงาน , การอบรมพนักงานใหมอยางเป็นทางการ , หองสมุดขององคกร , โปรแกรมการฝกสอนทางอาชีพและการเปนพี่เลี้ยง ซึ่งรูปแบบการถายทอดความรูมีการพัฒนารูปแบบโดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร ที่กระจายอยางกวางขวางในศตวรรษที่20 กอใหเกิดเทคโนโลยีฐานความรู , ระบบผูเชี่ยวชาญและคลังความรู ซึ่งทําใหกระบวนการถายทอดความรูงายมากขึ้น

 

การจัดการความรู กับการพัฒนาระบบราชการในประเทศไทย

                พระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการบริหาร กิจการบานเมืองที่ดี เปนกฎหมายที่ออกมาเพื่อผลักดันแนวคิดธรรมาภิบาล (Good Governance) ใหเกิดผลเปนรูปธรรมขึ้น ในมาตรา 11 กําหนดวา “สวนราชการมีหนาที่พัฒนาความรูในสวนราชการ เพื่อใหมีลักษณะเปนองคการแหงการเรียนรูอยางสม่ำเสมอ โดยตองรับรูขอมูลขาวสารและสามารถประมวลผลความรูในดานตางๆ เพื่อนํามาประยุกตใชในการปฏิบัติราชการไดอยางถูกตอง รวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ รวมทั้งตองสงเสริมและพัฒนาความรูความสามารถ สรางวิสัยทัศนและปรับเปลี่ยน ทัศนคติ ของขาราชการในสังกัดใหเปนบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรูรวมกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชนในการปฏิบัติราชการของสวนราชการใหสอดคลองกับการ บริหารราชการใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระราชกฤษฎีกานี้ จึงเปนที่มาของการประเมินผลงานหนวยราชการตางๆ  โดยมีการจัดการความรูเปน   ขอหนึ่งดวย หนวยราชการไทยจํานวนมากจึงเริ่มสนใจการจัดการความรู ดวยสาเหตุนี้”

 

"วิสัยทัศน์กรมชลประทาน : กรมชลประทานเป็นองค์กรนำด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างบรูณาการให้มีพื้นที่ชลประทาน อยู่ในลำดับ 1 ใน 10 ของโลก"

 

จัดทำโดย ศูนย์สารสนเทศ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสุโขทัย

สำนักงานชลประทานที่ 4  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ที่อยู่ 21 ถนนจรดวิถีถ่อง ต.เมือง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย 64110

Email  : khothai_om@hotmail.com

Tel: 0-5564-1799   Fax:0-5564-1927